


หะดีษการแตกแยกอุมมะฮฺ
ยังคงเป็นที่เคลือบแคลงใจของใครอีกหลายคนถึงหะดีษบทหนึ่งที่ได้เลืองลือกันในกลุ่มนักวิชาการทั้งหลาย
หะดีษดังกล่าวได้รายงานมาจากท่าน อาบีย์ ฮุรัยรอฮฺ หรือ จากท่าน อับดุลลลอฮฺ บินอัมรฺ หรือจากท่าน อะนัส บิน มาลิก หรือจากท่านอุมัร หรือจากท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อาบียฺ สุบยาน หรือจากคนอืนๆอีก ขออัลลอฮฺจงรักใคร่พวกเขา ซึ่งได้ทำการรายงานมา ในรูปสำนวนที่หลากหลายด้วยกัน ดังนี้
ท่านรอซูลลุ้ลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم ได้กล่าวไว้ว่า
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : افترق اليهود على إحدى وسبعين فرقة وتفرقت النصارى على اثنتين وسبعين فرقة وتفرق أمتي على ثلاث وسبعين فرقة
((ชาวยะฮูดีย์แตกออกเป็น 71 พวก ชาวนาซอรอแตกออกเป็น 72 พวก และอุมมะฮฺของฉัน (ประชาชาติของฉัน) แตกออกเป็น 73 พวก))
ส่วนหนึ่งจากการรายงานต่างๆได้ต่อไปอีกว่า
((كلها في النار إلا واحدة وهي الجماعة ))
(( ทั้งหมดเข้านรกยกเว้นหนึ่งพวกก็คือ อัลยะมะอะฮฺ ))
ส่วนหนึ่งจากการรายงาน
ثنتان وسبعون فى النار وواحدة في الجنة وهي الجعاعة
72 พวกเข้านรก และเหลืออีก 1 พวกได้เข้าสวรรค์ ก็คือ อัลยะมะอะฮฺ
ส่วนหนึ่งจากการรายงาน
((أن الصحابة تساءلوا : من هي يارسول الله ؟))
บรรดซอฮะบะฮฺได้ถาม พวกเขาคือใครเล่าโอ้ท่านรอซูลลุ้ลลอฮฺ ?
ท่านรอซูล عليه الصلاة والسلام ตอบว่า
فقال عليه الصلاة والسلام : ما أنا عليه وأصحابي
(( สิ่งทีฺ่ํฺฉันและซอหะบะฮฺของฉันดำรงอยู่))=พวกที่ยึดปฏิบัติตามแบบฉบับของฉันและซอหะบะฮฺของฉัน
นักวิชาการต่างได้วิเคราะห์พิจารณากันในทุกๆยุคสมัยของตน เพื่อให้ได้มาถึงจำนวนกลุ่มพวกทั้ง 73 พวก โดยได้คำนวณ วิเคราะห์ พิจารณา ลบบวกคูณหาญ จนกระทั่งได้มาซึ่งจำนวนที่ต้องการตามที่กำหนดไว้ในอัลหะดีษ ท่าน อิหม่าม อับดุลกอฮิร อัลบะดาดียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลฟิรกฺ (( الفرق بين الفرق )) ได้แบ่งคอวาริจออกเป็น 20 พวก ส่วนอิหม่าม อิบนิ อัลเยาซียฺ แบ่งคอวาริจออกเป็น 12 พวกด้วยกัน
ติดตามและวิเคราะห์
1.การนับที่ผิดพลาด

นักวิชาการที่เน้นถึงการให้ความสำคัญในการอธิบายหะดีษนี้ด้วยจำนวน พวกเขาได้นับกลุ่มต่างๆเพียงในวันเวลาของยุคสมัยที่พวกเขามีชีวิตยู่เท่านั้น และได้ลืมถึงวันเวลาการกำเนิดเกิดขึ้นของมัสฮับ กระแสแนวคิดต่างๆ รวมถึงกลุ่มการยึดถืออื่นๆซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของพวกเขา เพราะการวินิจฉัยเรื่องต่างๆนั้นย่อมยังไม่ได้สิ้นสุดลงแต่อย่างใด หลังจาก 1000 ปี พวกเขาจะพูดถึงและนับจำนวนกลุ่มต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากยุคพวกเขาอย่างไรหรือ ? ‼ หลังจาก 2000 ปี หลังจาก 3000 ปี พวกเขาจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ? ‼
จำนวนและการนับไม่ใช่เรื่องต้องมาทำความเข้าใจตามนั้น ดังกล่าวนี้ หลายเรื่องหลายราวได้ยกตัวอย่างไว้ในอัลกุรอ่าน
เรามาอ่าน คำตรัสหนึ่งของอัลลอฮฺที่ว่า
وَلَوْ أَنَّمَا فِي الْأَرْضِ مِن شَجَرَةٍ أَقْلَامٌ وَالْبَحْرُ يَمُدُّهُ مِن بَعْدِهِ سَبْعَةُ أَبْحُرٍ مَّا نَفِدَتْ كَلِمَاتُ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ عَزِيزٌ حَكِيمٌ
((และหากว่าต้นไม้ทั้งหมดในแผ่นดินเป็นปากกาและน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดเป็นน้ำหมึกและมีสำรองเหลืออีก 7 มหาสมุทร (คำตรัส) ของอัลลอฮฺนั้นย่อมไม่หมดเพราะคำตรัสของพระองค์ย่อมไม่สิ้นสุด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ)) (จากซูรอฮฺ อัลลุกหมาน ในโองการที่ 27)
น้ำจากมหาสมุทรนั้นแม้จะเป็น 7 หรือ 70 หรือ 7000 มหาสมุทร หรือมากกว่านั้น ไม่สามารถจะบันทึกคำตรัสของพระองค์ไว้ได้หมด
เรามาอ่านอีกคำตรัสหนึ่งอีกที่ว่า
((اسْتَغْفِرْ لَهُمْ أَوْ لاَ تَسْتَغْفِرْ لَهُمْ إِن تَسْتَغْفِرْ لَهُمْ سَبْعِينَ مَرَّةً فَلَن يَغْفِرَ اللّهُ لَهُمْ ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ كَفَرُواْ بِاللّهِ وَرَسُولِهِ وَاللّهُ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الْفَاسِقِينَ))
((เจ้าจะขออภัยโทษให้แก่พวกเขาหรือไม่ขอให้แก่พวกเขาก็ตาม หากเจ้าขออภัยให้แก่พวกเขา ถึง 70 ครั้ง อัลลอฮฺก็จะไม่ทรงอภัยให้แก่พวกเขาเด็ดขาด นั้นก็เพราะว่าพวกเขาได้ปฏิเสธต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่ละเมิด )) (จากซูรอฮฺ อัตเตาบะฮฺ ในโองการที่ 80)
การขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ แม้จะถึง 70 ครั้ง จะมากหรือน้อยกว่านั้น ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำตัดสิ้นของอัลลอฮฺต่อพวกมุนาฟิกีน
ฉะนั้น การยึดถืออยู่กับจำนวน 73 พวก เป็นความเข้าใจที่สั้นมากเกินไปในเรื่องอัลหะดีษ
2. ความหมายประชาชาติ (อุมมะฮฺ)

การอธิบายคำว่า ประชาชาติ ในอัลหะดีษว่า หมายถึงประชาชาติอิสลาม ไม่ได้สร้างความเข้าใจที่ทุกต้องสักเท่าไหร่นัก เพราะว่าประชาชาติของรอซูลนั้นอันดับแรก คือ ประชาชาติในด้านการเรียกร้อง (อัดดะวะฮฺ) ไม่ได้หมายถึงประชาชาติที่ได้ตอบรับแล้ว (อัลอียาบะฮฺ) ประชาชาติในยุคปัจจุบันนี้ทั้งหมดคือประชาชาติของท่านรอซูล ประชาชาติในยุคก่อนหน้าคือประชาชาติของนบีอีซา ประชาชาติของนบีนูหฺ ประชาติของนบีอดัม ฯลฯ
อัลกุรอ่านได้บันทึกไว้ว่า นบีทุกๆคนถูกแต่งตั้งให้ทำการเรียกร้องไปสู่ประชาชาติของตนเอง ในการเรียกร้อง (ดะวะฮฺ) ทุกๆท่านได้ขานเรียกกลุ่มของตนเอง ว่า ((โอ้ประชาชาติของฉัน )) ดังคำตรัสของอัลลอฮฺตาอาลาที่ว่า
((وَإِلَى عَادٍ أَخَاهُمْ هُوداً قَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُواْ اللّهَ مَا لَكُم مِّنْ إِلَـهٍ غَيْرُهُ أَفَلاَ تَتَّقُونَ))
(( และยังประชาชาติอ๊าดนั้น เราได้ส่งฮูดซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเขา เขาได้กล่าวว่า(โอ้ประชาชาติของฉัน) จงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด ไม่มีผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะใดๆสำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ พวกท่านไม่ยำเกรงหรอกหรือ )) (ซูรอฮฺ อัลอะรอฟ ในโองการที่ 65 )
อัลลอฮฺตาอาลาได้ทรงตรัสอีกว่า
((إِنَّا أَرْسَلْنَا نُوحاً إِلَى قَوْمِهِ أَنْ أَنذِرْ قَوْمَكَ مِن قَبْلِ أَن يَأْتِيَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ *قَالَ يَا قَوْمِ إِنِّي لَكُمْ نَذِيرٌ مُّبِينٌ))
(( แท้จริงเราได้ส่งนูหฺ ไปยังหมู่ชนของเขา (นอกจากได้บัญชาว่า) เจ้าจงกล่าวตักเตือนหมู่ชนของเจ้าก่อนที่การลงโทษอันเจ็บปวดจะมาถึง เขากล่าวว่า (โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย) แท้จริงฉันคือผู้ตักเตือนอันชัดแจ้งที่ถูกส่งมายังพวกท่าน )) (ซูรอฮฺนูหฺในโองการที่ 1-2)
คำว่า ประชาชาติหรือหมู่ชน ในโองการดังกล่าว ได้ยืนยันแน่นอนแล้วว่า คือ ประชาชาติในเรื่องการเรียกร้อง (ดะวะฮฺ) และนบียฺได้ถูกส่งมาสู่พวกเขาเพื่อทำการเรียกร้องพวกเขาไปสู่การศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺ ซึ่งส่วนหนึ่งจากพวกเขาได้ศรัทธา และส่วนหนึ่งได้ปฏิเสธ
ในอัลกุรอ่าน คำว่าประชาชาติได้หมายถึง ประชาชาติในการเรียกร้อง ได้กล่าวไว้ในคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
ثُمَّ أَرْسَلْنَا رُسُلَنَا تَتْرَا كُلَّ مَا جَاء أُمَّةً رَّسُولُهَا كَذَّبُوهُ فَأَتْبَعْنَابَعْضَهُم بَعْضاً وَجَعَلْنَاهُمْ أَحَادِيثَ فَبُعْداً لِّقَوْمٍ لَّا يُؤْمِنُونَ
(( แล้วเราได้ส่งรอซูลของเรามาอย่างต่อเนื่องกัน ทุกครั้งที่รอซูลของพวกเขา ได้มายังชนชาติหนึ่ง พวกเขาก็ได้ปฏิเสธไม่ยอมเชื่อถือเขา ดังนั้นเราจึงให้บางกลุ่มของพวกเขาติดตามอีกบางกลุ่ม แล้วเราได้ทำให้พวกเขาเป็นเรื่องบอกเล่าต่อกันมา ดังนั้นความห่างไกลจากความเมตตาของอัลลอฮฺจึงประสบแก่ผู้ไม่ยอมศรัทธา )) ( ซูรอฮฺ อัลมุมินูน ในโองการที 44 )
โองการนี้ชัดเจนแล้วว่า อุมมะฮฺรอซูล (ประชาชาติของรอซูล) ได้หมายถึง อุมมะฮฺดะวะฮฺ (ประชาชาติในเรื่องการเรียกร้อง) ด้วยเหตุนี้ การพยายามนับจำนวนในรอบวงกลุ่มมุสลิม จึงเป็นเรื่องการนับจำนวนที่ไม่แน่นอน และไม่ชัดเจน เมื่อคำว่าประชาติในอัลหะดีษหมายถึง ประชาชาติในการเรียกร้อง อัลกุรอ่านได้บอกไว้ว่า แท้จริงบรรดามุสลิมีนนั้นคือประชาชาติอันเดียวกัน
ดั่งซึ่งอัลลอฮฺตาอาลาทรงตรัสไว้ว่า
إِنَّ هَذِهِ أُمَّتُكُمْ أُمَّةً وَاحِدَةً وَأَنَا رَبُّكُمْ فَاعْبُدُونِ
(( แท้จริงนี้คือประชาชาติของพวกเจ้าซึ่งเป็นประชาชาติเดียวกัน และข้าเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด )) (ซูรอฮฺ อัลอัมบิยาอฺ ในโองการที่ 92)
การตีความว่าอุมมะฮฺในอัลหะดีษเป็นอุมมะฮฺอียาบะฮฺนั้น เป็นการตีความที่หางไกลจากความเป็นจริงเพราะว่าผลประโยชน์จากอัลหะดีษบทนี้ ก็คือ การเตือนและตำหนิเรื่องการแตกแยกกัน ด้วยความเป็นจริงแล้วอัลหะดีษบทนี้ไม่ได้บอกถึงการแตกแยกของมุสลิมูน เสหมือนกับได้บอกว่า ยะฮูดแตกออก (افترق اليهود) และ นาซอรอแตกออก(تفرقت النصارى) เมื่อได้พิจารณาถึงการใช้คำในอัลหะดีษให้ดีๆก็ จะพบว่าไม่ได้ใช้คำว่ามุสลิมูนแตกออกแต่กลับใช้คำว่า อุมมะฮฺของฉันแตกออก (تفترق أمتي ) ดังกล่าวถือเป็นหลักฐานเด่นชัดที่ชี้ว่าอุมมะฮฺในที่นี้คืออุมมะฮฺดะวะฮฺซึ่งท่านบียฺصلى الله عليه وسلمได้รับหน้าที่ให้เรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺ ไม่ได้หมายถึงอุมมะฮฺอียาบะฮฺแต่อย่างใดเลย
และบางทีหะดีษซอเหี๊ยะบทที่จะนำมาเสนอด้านล่าง อาจเป็นตัวหยุดยั้งความขัดแย้งในเรื่องนี้ และก่อให้เกิดความชัดเจนว่า เป้าหมายของหะดีษข้างต้นหมายถึงอุมมะฮฺดะวะฮฺ
ท่านนบียฺصلى الله عليه وسلم ได้กล่าวไว้ว่า ((والذي نفس محمد بيده لا يسمع بي أحد من هذه الأمة يهودي ولا نصراني ثم يموت ولا يؤمن بالذي أرسلت به إلا كان من أهل النار )) รายงานโดย ท่านมุสลิม ในหนังสือซอเหี๊ยะ
((ขอสาบานต่อผู้ที่มูหัมหมัดอยู่ในอำนาจของเขา ไม่มีผู้ใดสักคนหนึ่งในประชาชาตินี้ที่ได้ยินฉัน ไม่ว่า ยะฮูดียฺ หรือว่า นัซรอนียฺ จากนั้นเขาได้เสียชีวิตลง และไม่ได้ศรัทธาเชื่อกับสิ่งที่ฉันได้นำมาบอก นอกจากเสียว่าเขาจะต้องเข้านรก))
เป้าหมายของคำว่าอุมมะฮฺในที่นี้จึงชัดเจนแล้วว่าเป็นอุมมะฮฺดะวะฮฺ
3.ทำความเข้าใจกลุ่มที่ปลอดภัย

คำกล่าวของท่านรอซูลصلى الله عليه وسلم ซึ่งบ่งบอกถึงลักษณะกลุ่มที่ได้รับความปลอดภัยจากนรกก็คือ ((ما أنا عليه وأصحابي)) สิ่งที่ฉันและซอบะฮฺของฉันดำรงอยู่ เรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างยอมรับกัน แม้ไม่ต้องมีหลักฐานมายืนยันก็ตาม เพราะว่าการศรัทธาต่อบทบัญญัติและรอซูลย่อมเป็นกลุ่มที่ได้รับความปลอดภัย แน่นอนเขาคืออุมมะฮฺอิสลาม(ประชาชาติอิสลาม) และ ถือว่าเขาคือ อะลุ้ลสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ซึ่งเรื่องนี้ทุกๆกลุ่มของอิสลามต่างก็ล้วนอ้างถึงกลุ่มตัวเองว่าเป็น อัลญะมาอะฮฺทั้งสิ้น ไม่เคยปรากฏสักกลุ่มใดเลยที่ไม่ได้อ้างตนในสิทธิอันนี้
ท่าน ยะลาลุดดีน อัดดะวานียฺ รายงานว่า ท่านนาซีรุดดีน อัตตูสียฺ ได้เจาะจง ชีอะฮฺอีหม่ามมียะฮฺ ว่าคือกลุ่มที่ได้รับความปลอดภัย
ส่วนบรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ได้เจาะจงว่า อันอะชาอิรอฮฺ
ท่านอิบนูตัยมิยะฮฺได้กล่าวว่า
อะฮลุ้ลหะดีษคือกลุ่มที่สมควรได้รับสิทธิมากที่สุดที่จะเป็นอะลุ้ลสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ เพราะว่าพวกเขาไม่มีความโลภเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องของท่านรอซูลลุ้ลลอฮฺصلى الله عليه وسلم เท่านั้น พวกเขามีความรู้มากกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ในเรื่องคำพูดและสภาพการณ์ต่างๆของท่านนบียฺ
ทุกวันนี้กลุ่มต่างๆของอัลอิสลามทุกฝ่ายยังคงโต้เถียงกันถึงเรื่องนี้ ซึ่งความเป็นจริงในอัลกุรอ่าน อัลลอฮฺตาอาลาทรงยืนยันเพียงไว้ว่าอัลอิสลามเป็นกลุ่มเดียวที่พระองค์ทรงตอบรับ
((وَمَن يَبْتَغِ غَيْرَ الإِسْلاَمِ دِيناً فَلَن يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الآخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ))
((และผู้ใดแสวงหาศาสนาใดศาสนาหนึ่งอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน)) (อะลาอิมรอนในโองการที่ 85)
และหากว่าได้มุ่งเป้าหมายไปสู่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในกลุ่มมุสลิมีน แน่นอนจำเป็นต้องมีการยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกๆกลุ่ม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่ เพราะทุกๆกลุ่มต่างก็อ้างอิงกลุ่มตัวเองว่าเป็นอะลุ้ลสุนนะฮฺวัลญะมะอะฮฺ
ซึงตราชั่งที่เที่ยงธรรมที่สุดก็คือการกลับไปชั่งด้วยคัมภีร์และแบบฉบับของท่านศาสดาصلى الله عليه وسلم ดังทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้ว
4. ความหมายของคำกล่าวท่านรอซูลที่ว่า ((كلها في النار))

คำกล่าวของท่านรอซูลصلى الله عليه وسلم ที่ว่า ((ทั้งหมดเข้านรกยกเว้นกลุ่มเดียว)) หากได้ตีความหมายอุมมะฮฺว่าหมายถึงอุมมะฮฺอิยาบะฮฺ(ประชาชาติที่ได้ตอบรับ)
ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มอื่นๆนอกจากกลุ่มเดียวอันนี้ เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาไปเลย
เหตุผลก็เพราะว่าการเข้านรกของมุมินนั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ตลอดกาล มุมินบางคนเข้านรกแต่อัลลอฮฺตาอาลาจะทรงอภัยโทษแก่เขาในภายหลัง หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งภาคีพระองค์ก็จะทรงอภัยโทษให้ ดั่งพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
((إِنَّ اللّهَ لاَ يَغْفِرُ أَن يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَلِكَ لِمَن يَشَاءُ وَمَن يُشْرِكْ بِاللّهِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلاَلاً بَعِيداً))
((แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺไม่ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดที่ตั้งภาคีต่อพระองค์แต่ทรงอภัยให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้นต่อผู้ที่พระองค์พึ่งประสงค์ และใครก็ตามได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเขาชั่งหลงทางอย่างห่างไกลเหลือเกิน)) (ซูรอฮฺอัลนิซะอฺ ในโองการที่ 116)
ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกๆกลุ่มของอิสลามนั้นล้วนแล้วต่างก็มีแก่นแท้ของหลักการศรัทธามั่นอันเดียวกัน ก็คือกราบไหว้พระเจ้าองค์เดียว
หากตีความว่าอุมมะฮฺดะวะฮฺ คือประชาชาติในการเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺ แน่นอนแล้วสำหรับกลุ่มมุสลิมีนเท่านั้นที่อัลลอฮฺจะทรงให้ความปลอดภัย พวกเขาคือกลุ่มผู้ได้รับความปลอดภัย และเป็นเจ้าของศาสนาที่เที่ยงตรง
อัลลอฮฺตาอาลาทรงตรัสไว้ว่า ((และผู้ใดแสวงหาศาสนาใดศาสนาหนึ่งอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน))
5. สายรายงานและข้อคิด

ท่านดอกเตอร์อับดุลหะหลีมมะฮฺมูด ได้กล่าวความคิดเห็นที่แสดงถึงหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
สิ่งที่ทำให้เกิดความโล่งใจสบายใจได้ นั้นก็ คือสิ่งที่อิหม่ามอัชชะรอนียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือมีซาน รายงานหะดีษมาจากท่าน อิบนิ อันนัจยาร ว่า
(( ستفرق أمتي على نيف وسبعين فرقة كلها في الجنة إلا واحدة ))
((ประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกมากกว่า 73 จำพวกทั้งหมดได้เข้าสวรรค์ยกเว้นพวกเดียว))
และในสายรายงานของท่าน ดัยลามียฺอีกว่า
(( الهالك منها واحدة ))
รายงานจากท่าน อะนัส رضي الله عنه
تفرق أمتي على بضع وسبعين فرقة كلها في الجنة إلا الزنادقة
((ประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกมากกว่า 73 จำพวกทั้งหมดได้เข้าสวรรค์ยกเว้นพวกเดียว นั้นก็คือ ผู้ไม่เชื่อถือศาสนา))
และสุดท้ายขอกล่าวถึงความคิดเห็นของอิหม่าม อิบนี หัซมิ์ รายงานหะดีษจากท่าน รอซูลลุ้ลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم กลุ่มกอดรียะฮฺ กลุ่มมัรยิอะฮฺ กลุ่มมะยูซียฺ คือประชาชาตินี้ ‼
ซึ่งหะดีษสุดท้ายนี้ได้กล่าวว่า
تفرق هذه الأمة على بضع سبعين فرقة كلها في النار حاشا واحدة فهي في الجنة
((ประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกมากกว่า 75 จำพวกทั้งหมดเข้านรกยกเว้นกลุ่มเดียวที่ได้เข้าสวรรค์))

อ้างอิงจากหนังสือ กอดียะตุตตักฟีร ฟิลฟิกริลอิสลามีย์
แต่งโดย ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ มูหัมหมัด ซัยยิด อะหมัด อัลมูซัยยัร
